“ลูกคุณถูกจับอยู่ที่โรงพัก”
“ตอนนี้เขาเกี่ยวข้องกับคดี ต้องรีบช่วยก่อนเรื่องจะใหญ่”
“ถ้าอยากให้ปล่อยตัว ต้องโอนเงินประกันมาก่อน”
“ห้ามบอกใคร เดี๋ยวเรื่องจะบานปลาย”
“ถ้าช้ากว่านี้ จะถูกส่งตัวดำเนินคดีทันที”
ถ้าได้รับสายแบบนี้ คนเป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือญาติผู้ใหญ่หลายคนคงใจหายทันที
เพราะคำว่า “ลูกหลานถูกจับ” ไม่ใช่เรื่องเล็ก
ในไม่กี่วินาที เราอาจคิดไปไกลมาก
ลูกเป็นอะไรไหม
ไปมีเรื่องกับใครหรือเปล่า
โดนใส่ร้ายหรือไม่
อยู่โรงพักไหน
จะมีประวัติติดตัวไหม
ถ้าไม่ช่วยตอนนี้จะเป็นอะไรหรือเปล่า
ถ้าคนอื่นรู้จะเสียชื่อไหม
ถ้าเรื่องถึงศาลจะทำอย่างไร
ความกลัวแบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกครอบครัว
มิจฉาชีพจึงใช้เรื่อง “ลูกหลานถูกจับ” มาทำให้คนในบ้านตกใจ รีบเชื่อ และรีบโอนเงินก่อนจะทันตรวจสอบ
เขาอาจอ้างว่าเป็นตำรวจ
อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่โรงพัก
อ้างว่าเป็นทนาย
อ้างว่าเป็นคนรู้จักที่อยู่ในเหตุการณ์
หรือให้คนพูดเสียงคล้ายลูกหลานสั้นๆ เพื่อทำให้เรายิ่งใจเสีย
จากนั้นจะรีบพาไปสู่คำว่า “เงินประกัน” “ค่าดำเนินการ” “ค่าช่วยเคลียร์คดี” หรือ “ค่าปิดเรื่อง”
จำไว้ว่า
ถ้าลูกหลานมีเรื่องจริง ต้องโทรกลับช่องทางเดิมและตรวจสอบกับสถานีตำรวจจริงก่อนโอน
ทำไมกลโกงนี้ถึงทำให้คนตัดสินใจเร็ว
เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่อยากเห็นลูกมีปัญหา
ไม่ว่าลูกจะโตแค่ไหน ในใจของพ่อแม่ก็ยังเป็นคนที่อยากปกป้องอยู่เสมอ
เมื่อมีคนโทรมาบอกว่าลูกถูกจับ เราอาจไม่ได้คิดเรื่องมิจฉาชีพก่อน
เราอาจคิดแค่ว่า
ต้องช่วยลูกก่อน
ต้องให้ลูกปลอดภัยก่อน
ต้องไม่ให้เรื่องใหญ่ก่อน
ต้องรีบหาเงินก่อน
ต้องถามรายละเอียดทีหลัง
มิจฉาชีพเข้าใจความรู้สึกนี้ดี
เขาไม่ได้ใช้ความโลภ แต่ใช้ความรัก ความกลัว และความรับผิดชอบของครอบครัว
ยิ่งเขาเร่งให้เร็วเท่าไร เราก็ยิ่งไม่มีเวลาตรวจสอบ
ยิ่งเขาพูดว่า “อย่าบอกใคร” เราก็ยิ่งต้องตัดสินใจคนเดียว
ยิ่งเขาพูดว่า “ถ้าไม่โอนตอนนี้จะช่วยไม่ทัน” เราก็ยิ่งกลัวว่าการตรวจสอบจะทำให้เสียโอกาสช่วยลูก
แต่นี่คือกับดัก
เพราะถ้าเราได้เวลาโทรเช็กเพียงไม่กี่นาที อาจรู้ทันทีว่าลูกหลานไม่ได้ถูกจับเลย
รูปแบบที่มักเจอในสาย “ลูกหลานถูกจับ”
สายหลอกลักษณะนี้มักมาในหลายบทบาท
บางครั้งคนโทรมาอ้างว่าเป็นตำรวจ
บางครั้งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน
เจ้าหน้าที่โรงพัก
ทนายความ
คนกลางที่ช่วยประสานคดี
เพื่อนของลูก
คนที่อยู่ในเหตุการณ์
หรือคนที่บอกว่า “ลูกคุณให้โทรมาหา”
เรื่องที่ใช้หลอกอาจมีหลายแบบ เช่น
ลูกหลานถูกจับเพราะทะเลาะวิวาท
ถูกจับเพราะขับรถชน
ถูกจับเพราะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
ถูกจับเพราะบัญชีเกี่ยวข้องกับเงินผิดกฎหมาย
ถูกจับเพราะอยู่กับเพื่อนที่ทำผิด
ถูกจับเพราะมีเรื่องที่สถานบันเทิง
หรือถูกควบคุมตัวและต้องรีบประกันออกมาก่อน
จากนั้นจะมีเงื่อนไขสำคัญคือ “ต้องโอนเงินด่วน”
อาจเรียกว่า
เงินประกันตัว
ค่าทนาย
ค่าดำเนินการ
ค่าประสานงาน
ค่าปรับ
ค่าช่วยเคลียร์คดี
ค่าปิดเรื่อง
หรือเงินที่ต้องวางไว้ก่อนส่งเรื่องต่อ
ไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไรก็ตาม ถ้าปลายทางคือให้โอนเงินเข้าบัญชีที่ตรวจสอบไม่ได้ ให้หยุดก่อนเสมอ
คำว่า “ลูกคุณขอให้ช่วย” ทำให้พ่อแม่ใจอ่อน
บางครั้งมิจฉาชีพอาจพูดว่า
“ลูกคุณร้องไห้อยู่”
“เขาบอกให้โทรหาคุณคนเดียว”
“เขากลัวมาก ไม่อยากให้เรื่องถึงบ้าน”
“เขาขอให้ช่วยโอนเงินก่อน”
“เขาบอกว่าอย่าเพิ่งบอกใคร”
ประโยคเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้คนฟังรู้สึกว่า ลูกหลานกำลังพึ่งเราอยู่จริงๆ
บางสายอาจมีเสียงคนร้องไห้
เสียงคนพูดเบาๆ
เสียงคล้ายลูกหลานพูดว่า “แม่ช่วยหน่อย”
หรือเสียงวุ่นวายเหมือนอยู่ในสถานีตำรวจ
แต่เสียงในสายไม่ใช่หลักฐานเสมอไป
อาจเป็นคนแสดง
อาจเป็นเสียงที่พูดเลียนแบบ
อาจเป็นเสียงสั้นๆ ที่ทำให้เราคิดเติมเอง
หรืออาจถูกใช้เพื่อทำให้เราใจเสียจนตรวจสอบไม่ทัน
ถ้าได้ยินเสียงคล้ายลูกหลาน อย่าเพิ่งเชื่อทันที
ให้วางสาย แล้วโทรกลับเบอร์เดิมของลูกหลาน หรือทักช่องทางเดิมที่เคยคุยกัน
ถ้าติดต่อไม่ได้ ให้โทรหาคนใกล้ตัวของเขา เช่น เพื่อน แฟน ที่ทำงาน หรือคนในบ้านที่น่าจะรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน
ทำไมมิจฉาชีพมักบอกว่า “ห้ามบอกใคร”
เพราะถ้าเราบอกคนอื่น แผนอาจพังทันที
ถ้าบอกลูกอีกคน เขาอาจช่วยโทรเช็ก
ถ้าบอกญาติ เขาอาจเตือนว่าเป็นมิจฉาชีพ
ถ้าบอกเพื่อนของลูก เขาอาจรู้ว่าลูกยังอยู่ดี
ถ้าติดต่อโรงพักจริง อาจพบว่าไม่มีคดี
ถ้าปรึกษาคนข้างๆ อาจมีคนสังเกตว่าบัญชีปลายทางผิดปกติ
มิจฉาชีพจึงมักพูดว่า
“เรื่องนี้ห้ามบอกใคร”
“ถ้าบอกคนอื่นจะกระทบรูปคดี”
“ถ้าเรื่องแพร่ออกไป ลูกคุณจะเสียหาย”
“ถ้าคนอื่นรู้ อาจช่วยไม่ได้แล้ว”
“ให้คุณช่วยเงียบๆ ก่อน”
ประโยคเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เรื่องน่าเชื่อถือขึ้น
แต่เป็นสัญญาณว่าเขากำลังพยายามตัดคุณออกจากคนที่จะช่วยตรวจสอบ
ถ้ามีคนบอกว่า “ห้ามบอกใคร” ในเรื่องที่เกี่ยวกับเงินและลูกหลาน ให้ยิ่งต้องบอกคนที่ไว้ใจทันที
เงินประกันตัวจริง ไม่ควรโอนตามบัญชีที่คนปลายสายส่งมา
หนึ่งในจุดที่ต้องระวังที่สุดคือบัญชีรับเงิน
ถ้าคนปลายสายบอกให้โอนเงินประกันตัว ค่าทนาย หรือค่าดำเนินการเข้าบัญชีบุคคล ให้สงสัยทันที
เช่น
ชื่อบัญชีเป็นชื่อคนทั่วไป
ชื่อบัญชีไม่ใช่สถานีตำรวจ
ชื่อบัญชีไม่ใช่หน่วยงานทางการ
ชื่อบัญชีไม่ใช่สำนักงานทนายที่ตรวจสอบได้
บอกว่าเป็นบัญชีของตำรวจ
บอกว่าเป็นบัญชีของเจ้าหน้าที่
บอกว่าเป็นบัญชีของทนายประจำโรงพัก
บอกว่าเป็นบัญชีรับเคสด่วน
หรือบอกว่าให้โอนก่อน แล้วจะออกเอกสารให้ทีหลัง
เรื่องคดีจริงควรตรวจสอบผ่านสถานีตำรวจจริงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
ไม่ควรตัดสินใจโอนเงินเข้าบัญชีแปลกๆ เพราะเสียงปลายสายบอกว่าต้องรีบ
ถ้าต้องมีการดำเนินการใดๆ จริง ให้ตรวจสอบกับสถานีตำรวจโดยตรงก่อนเสมอ
สัญญาณเตือนของสาย “ลูกหลานถูกจับ”
หากมีคนโทรมาบอกว่าลูกหลานถูกจับ ให้ระวังมากเป็นพิเศษเมื่อมีพฤติกรรมเหล่านี้
บอกว่าลูกหลานถูกจับแต่ให้ข้อมูลไม่ชัดเจน
ไม่บอกชื่อสถานีตำรวจชัดเจน
ไม่ยอมให้คุณโทรหาลูกหลานเอง
บอกว่าโทรศัพท์ลูกเสีย ถูกยึด หรือใช้ไม่ได้
เร่งให้โอนเงินทันที
บอกว่าถ้าไม่โอนจะถูกส่งตัวดำเนินคดี
ให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคล
บอกว่าเป็นบัญชีตำรวจ บัญชีทนาย หรือบัญชีเคสด่วน
บอกว่าห้ามบอกคนในบ้าน
บอกว่าห้ามวางสาย
บอกว่าต้องช่วยเงียบๆ เพื่อไม่ให้ลูกเสียชื่อ
มีเสียงร้องไห้หรือเสียงคล้ายลูกหลานแต่พูดสั้นมาก
ให้เพิ่ม LINE เพื่อรับเลขบัญชีหรือเอกสาร
ส่งเอกสารคดีผ่านแชท
ขอข้อมูลส่วนตัวของคุณหรือลูกหลาน
ขอ OTP หรือรหัสยืนยัน
หรือบอกว่าต้องจ่ายค่าปิดเรื่องก่อนเรื่องถึงศาล
ถ้ามีหลายข้อในนี้ ให้หยุดทันที
อย่าโอนเงิน
อย่าให้ข้อมูล
อย่าให้ OTP
อย่าเพิ่ม LINE
และอย่าอยู่ในสายเพราะเขาบอกว่าลูกหลานกำลังรอความช่วยเหลือ
ควรเช็กกับลูกหลานอย่างไรให้เร็วที่สุด
ถ้าได้รับสายลักษณะนี้ สิ่งแรกที่ควรทำคือวางสายและติดต่อคนที่ถูกอ้างชื่อผ่านช่องทางเดิม
โทรหาเบอร์เดิมของลูกหลาน
โทรผ่าน LINE เดิม
ส่งข้อความในแชทเดิม
โทรหาเพื่อนสนิทของเขา
โทรหาคนที่ทำงานหรือโรงเรียน
โทรหาคู่รักหรือคนที่อยู่ใกล้เขา
หรือโทรหาคนในบ้านอีกคนให้ช่วยเช็กพร้อมกัน
อย่าใช้เบอร์ที่คนปลายสายให้มาเป็นหลัก
อย่าเพิ่ม LINE ใหม่ที่เขาส่งมา
อย่าคุยกับคนที่เขาโอนสายให้แล้วเชื่อว่าเป็นตำรวจจริงทันที
หากติดต่อคนที่ถูกอ้างชื่อไม่ได้จริง ให้ตรวจสอบกับสถานีตำรวจที่ถูกอ้างผ่านเบอร์ทางการที่คุณหาเอง
ไม่ใช่เบอร์ที่คนปลายสายให้มา
ถ้าเขาอ้างชื่อสถานีตำรวจ ควรตรวจสอบอย่างไร
ให้ถามข้อมูลพื้นฐานเท่าที่จำเป็น เช่น
อยู่สถานีตำรวจไหน
เจ้าหน้าที่ชื่ออะไร
ยศอะไร
เลขคดีหรือบันทึกประจำวันคืออะไร
เหตุเกิดที่ไหน
เวลาใด
ลูกหลานถูกควบคุมตัวด้วยข้อหาอะไร
สามารถติดต่อสถานีตำรวจผ่านเบอร์กลางได้หรือไม่
จากนั้นวางสาย
ค้นหาเบอร์สถานีตำรวจด้วยตัวเองจากแหล่งที่เชื่อถือได้
โทรเข้าเบอร์กลางของสถานี
แจ้งว่ามีคนโทรมาอ้างว่าลูกหลานถูกจับ และขอตรวจสอบว่ามีเหตุจริงหรือไม่
ถ้าเป็นเรื่องจริง ควรตรวจสอบผ่านช่องทางจริงได้
แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมให้วางสาย ไม่ให้โทรเช็กเอง หรือบอกว่าต้องโอนเงินก่อนถึงจะให้รายละเอียด ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ
อย่าให้ความอายหรือกลัวเสียชื่อทำให้โอนเงิน
มิจฉาชีพอาจใช้คำว่า “เสียชื่อ” มากดดันครอบครัว
เช่น
“ถ้าเรื่องถึงคนอื่น ลูกคุณจะเสียอนาคต”
“ถ้าไม่รีบเคลียร์ จะมีประวัติติดตัว”
“ถ้าคุณโอนตอนนี้ เรื่องจะจบเงียบๆ”
“ถ้าปล่อยไว้ จะมีเอกสารส่งไปที่บ้าน”
“ถ้าคนอื่นรู้ ลูกคุณจะอาย”
คำพูดเหล่านี้ทำให้พ่อแม่หลายคนอยากจ่ายเพื่อให้เรื่องจบ
แต่เรื่องที่ควรจบจริง ต้องตรวจสอบได้จริง
การโอนเงินเพราะกลัวเสียชื่อ อาจกลายเป็นการเสียเงินให้คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับลูกหลานเลย
ถ้าลูกหลานมีเรื่องจริง การตรวจสอบกับหน่วยงานจริงคือทางที่ปลอดภัยกว่า
ถ้าเรื่องไม่จริง การวางสายคือสิ่งที่ช่วยป้องกันความเสียหาย
ระวังคำว่า “จ่ายก่อน แล้วค่อยคุยรายละเอียด”
ถ้าคนปลายสายบอกว่า
“โอนมาก่อน เดี๋ยวค่อยส่งเอกสาร”
“จ่ายก่อน เดี๋ยวจะให้ลูกคุย”
“โอนก่อน แล้วจะบอกว่าอยู่ที่ไหน”
“จ่ายก่อน เรื่องจะไม่ถูกส่งต่อ”
“ถ้าไม่โอนตอนนี้ จะช่วยไม่ได้แล้ว”
ให้หยุดทันที
การช่วยเหลือคนในครอบครัวไม่ควรเริ่มจากการโอนเงินไปยังคนที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นใคร
ถ้าต้องใช้เงินจริง ควรรู้ก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ที่ไหน เกี่ยวข้องกับใคร และชำระผ่านช่องทางใดที่ตรวจสอบได้
การจ่ายก่อนเพื่อแลกกับข้อมูล มักเป็นสัญญาณของการหลอกลวง
ถ้าได้รับสายแบบนี้ ควรพูดอย่างไร
ในช่วงที่ตกใจ อาจพูดอะไรไม่ออก
ให้เตรียมประโยคง่ายๆ ไว้ใช้
“ขอวางสายไปตรวจสอบกับลูกก่อนนะคะ/ครับ”
“ขอชื่อสถานีตำรวจและเบอร์กลาง เดี๋ยวติดต่อกลับเอง”
“ขอข้อมูลไว้ก่อน เดี๋ยวตรวจสอบกับครอบครัว”
“ขอไม่โอนเงินจนกว่าจะตรวจสอบกับหน่วยงานจริง”
ถ้าเขาขู่หรือเร่ง ให้ยิ่งสงสัย
คุณไม่จำเป็นต้องขออนุญาตวางสาย
ไม่จำเป็นต้องอธิบายยาว
ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าเขาเป็นมิจฉาชีพ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือออกจากสถานการณ์ที่เขาควบคุมอยู่ แล้วตรวจสอบด้วยตัวเอง
ถ้าเผลอโอนเงินไปแล้ว
ถ้าเผลอโอนเงินไปแล้ว ให้หยุดทันที
อย่าโอนเพิ่ม
มิจฉาชีพอาจบอกว่า
“ยังเหลือค่าทนาย”
“ต้องจ่ายค่าปิดคดีเพิ่ม”
“ต้องโอนค่าประกันอีกก้อน”
“ยอดแรกไม่พอ”
“ถ้าไม่โอนต่อ เรื่องจะไม่จบ”
อย่าเชื่อทันที
ให้วางสาย แล้วติดต่อคนในครอบครัว ลูกหลาน และสถานีตำรวจจริงเพื่อตรวจสอบ
เก็บหลักฐานทั้งหมด เช่น
เบอร์โทร
ชื่อที่อีกฝ่ายใช้
ชื่อสถานีตำรวจที่ถูกอ้าง
เลขบัญชีปลายทาง
ชื่อบัญชี
สลิปโอนเงิน
แชท
ข้อความ
เอกสารที่ส่งมา
เวลาที่เกิดเหตุ
จำนวนเงิน
และคำพูดที่ใช้กดดัน
จากนั้นติดต่อธนาคารผ่านช่องทางทางการโดยเร็ว
และแจ้งเหตุผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อย่าลบหลักฐานเพราะอาย
การถูกหลอกด้วยความกลัวเรื่องลูกหลานเกิดขึ้นได้กับทุกครอบครัว
สิ่งสำคัญคือหยุดเร็ว ไม่โอนเพิ่ม และเก็บหลักฐานไว้ให้ครบที่สุด
ควรทำข้อตกลงในครอบครัวไว้ก่อน
กลโกงนี้ป้องกันได้มากขึ้น ถ้าคนในบ้านตกลงกันล่วงหน้า
โดยเฉพาะบ้านที่มีพ่อแม่ ผู้สูงอายุ หรือญาติที่อาจตกใจง่ายเมื่อได้ยินเรื่องลูกหลาน
อาจตกลงกันว่า
ถ้ามีคนโทรมาบอกว่าลูกหลานถูกจับ ให้ไม่โอนเงินทันที
ต้องโทรหาลูกหลานผ่านเบอร์เดิมก่อน
ถ้าโทรไม่ติด ให้โทรหาเพื่อน คนรัก ที่ทำงาน หรือคนใกล้ตัว
ถ้าอ้างว่าอยู่โรงพัก ให้โทรเข้าเบอร์กลางของสถานีตำรวจที่หาเอง
ถ้าคนปลายสายห้ามบอกใคร ให้ยิ่งต้องบอกคนในบ้าน
ถ้าให้โอนเข้าบัญชีบุคคล ให้หยุด
ถ้าขอ OTP ให้ไม่ให้
ถ้าให้เพิ่ม LINE เจ้าหน้าที่ ให้ไม่ทำตามทันที
ถ้าเร่งมากผิดปกติ ให้สงสัยไว้ก่อน
ครอบครัวอาจตั้ง “รหัสฉุกเฉิน” หรือ “คำถามลับ” ไว้ใช้เช็กตัวตนได้
เช่น เรื่องที่รู้กันเฉพาะในบ้าน ไม่ใช่ข้อมูลที่หาได้จาก Facebook หรือโซเชียลมีเดีย
ข้อตกลงเล็กๆ เหล่านี้อาจช่วยให้พ่อแม่มีทางออกในวันที่ได้รับสายที่ทำให้ใจเสีย
อย่าโทษตัวเองถ้าคุณตกใจเพราะกลัวลูกหลานเดือดร้อน
ถ้าคุณเคยเจอสายแบบนี้แล้วตกใจ นั่นไม่ได้แปลว่าคุณไม่รอบคอบ
มันแปลว่าคุณรักและห่วงลูกหลาน
ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากได้ยินว่าลูกถูกจับ
ไม่มีปู่ย่าตายายคนไหนอยากเห็นหลานมีคดี
ไม่มีญาติคนไหนอยากปล่อยให้คนในบ้านเดือดร้อน
และไม่มีใครอยากเป็นคนที่ “ช่วยไม่ทัน”
มิจฉาชีพเลือกใช้เรื่องนี้เพราะรู้ว่าความรักทำให้คนรีบตัดสินใจได้จริง
สิ่งสำคัญไม่ใช่การไม่เคยกลัว
แต่คือเมื่อได้ยินเรื่องร้ายแรง ให้หยุดก่อน
การตรวจสอบก่อนโอน ไม่ได้แปลว่าเราไม่ช่วยลูกหลาน
แต่มันแปลว่าเรากำลังช่วยอย่างมีสติ และไม่ปล่อยให้ความกลัวพาเงินไปอยู่กับมิจฉาชีพ
ประโยคที่ควรจำ: ถ้าลูกหลานมีเรื่องจริง ต้องเช็กกับช่องทางจริงก่อนโอน
ถ้าต้องจำประโยคเดียวจากบทความนี้ ขอให้จำว่า
ถ้าลูกหลานมีเรื่องจริง ต้องเช็กกับช่องทางจริงก่อนโอน
ถ้ามีคนบอกว่าลูกถูกจับ ให้โทรหาลูกก่อน
ถ้าลูกไม่รับ ให้โทรหาคนใกล้ตัวของลูก
ถ้าอ้างว่าอยู่โรงพัก ให้โทรเข้าสถานีตำรวจจริง
ถ้าให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคล ให้หยุด
ถ้าห้ามบอกคนในบ้าน ให้ยิ่งต้องบอก
ถ้าขอ OTP ให้ไม่ให้
ถ้าเร่งจนไม่ให้คุณตรวจสอบ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเขาอาจไม่ต้องการให้คุณรู้ความจริง
สรุป: ความกลัวของพ่อแม่ ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือหลอกเงิน
กลโกง “ลูกหลานถูกจับ” อันตรายเพราะมันไม่ได้หลอกด้วยผลประโยชน์
แต่มันหลอกด้วยความรัก
ทำให้พ่อแม่กลัว
ทำให้ญาติผู้ใหญ่ตกใจ
ทำให้รู้สึกว่าต้องรีบช่วย
ทำให้กลัวลูกเสียอนาคต
ทำให้กลัวเรื่องบานปลาย
และทำให้ตัดสินใจโอนเงินก่อนตรวจสอบ
แต่สิ่งที่ควรทำคือหยุดก่อน
อย่าโอนเงินทันที
อย่าให้ OTP
อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว
อย่าเพิ่ม LINE ที่เขาส่งมา
อย่าโอนเข้าบัญชีบุคคล
อย่าอยู่ในสายเพราะเขาบอกว่าห้ามวาง
ให้วางสาย แล้วโทรหาลูกหลานผ่านช่องทางเดิม
ถ้าติดต่อไม่ได้ ให้โทรหาคนใกล้ตัวของเขา
ถ้าอ้างว่าอยู่โรงพัก ให้โทรเข้าสถานีตำรวจผ่านเบอร์ทางการที่คุณหาเอง
ถ้าเป็นเรื่องจริง ยังมีช่องทางจริงให้ตรวจสอบและช่วยเหลือ
แต่ถ้าเป็นมิจฉาชีพ การหยุดเช็กก่อนโอน อาจช่วยไม่ให้ความรักของพ่อแม่กลายเป็นเงินที่หายไป




Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.